อ่านอย่างไรให้จดจำ

posted on 02 Sep 2011 09:18 by saya in Knowledge directory Tech
 
คิดว่าหลายคนคงมีปัญหาในการอ่านหนังสือ บ้างก็เกี่ยวกับการแบ่งเวลา บ้างก็มาจากตัวเอง
เทคนิคอันนี้จขบ. เอาจากหลายๆทางมารวมกันแล้วมาประยุกต์ให้เข้ากับตัวเองมากที่สุดคะ
 
 
เตรียมตัวเองให้พร้อม
การอ่านหนังสือให้ได้ผล ภาวะสมองต้องพร้อมที่จะจดจำ ดังนั้นเราจำเป็นที่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ตามหลักแล้วต้องให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงมันจะเป๊ะขนาดนั้นคงไม่ได้ เพราะบางคนกว่าจะเรียนพิเศษเสร็จปาไปสองสามทุ่ม กว่าจะทำการบ้าน รายงาน ยิ่งเดธไลน์ด้วยยิ่งไม่ต้องนอนกันใหญ่ โต้รุ่งกันไปเลย ~ (อันนี้ไม่แน่นำ - - )  ดังนั้นอย่างน้อยก็ให้ตัวเองรู้สึกว่าได้พักพอสมควรก็พอไหว
 
ที่สำคัญอีกอย่าง ควรออกกำลังกายกันบ้าง วันหนึ่ง 15-30 นาที ไม่จำเป็นต้องออกทุกวัน แต่อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3-4 วัน มันช่วยให้สมองปลอดโปร่ง กระตุ้นการไหลเวียนเลือดและออกซิเจน สมองจะได้พร้อมกับเนื้อหาความรู้ที่เราพยายามจะจับใส่เข้าไป
 
 
 
จัดเวลาให้เป็น
1วันมี 24ชั่วโมง ทุกคนมีเวลาเท่ากัน แล้วแต่ว่าใครจะเลือกใช้เวลาไปกับอะไร อย่างน้อยสุดของที่สุดใน 24 ชั่วโมง ต้องมีเวลาให้กับหนังสือ 2 ชั่วโมง แต่เวลาเพียงเท่านี้สำหรับการสอบแข่งขันเข้าศึกษาต่อ หรือสอบเข้าทำงานมันอาจไม่เพียงพอ นอกจากคุณจะมีเจ้าแมวอ้วนสีฟ้าที่สามารถส่งขนมปังวิเศษที่แปะลงบนหน้าหนังสือพอกินเข้าไปคุณจะจำมันได้ทุกรายละเอียด
 
ตัวอย่าง....จขบ. แบ่งเวลาเป็น 3 ส่วน คือ
   8 = เรียน
   8 = พักผ่อนหย่อนใจ
   8 = หนังสือ
 
แต่..ก็ไม่เป๊ะขนาดนี้หรอกนะ 55 โดยเฉลี่ยเวลาอ่านหนังสือของจขบ.จะอยู่ที่ 4 -6 ชั่วโมง หมดไปกับเวลาพักผ่อนเสียมากกว่า (= = '')  ไม่จำเป็นต้องแบ่งแบบข้างบน สไตล์ใครสไตล์มันแต่ขอว่าอย่าให้อะไรอันใดอันหนึ่งมันมากเกินไป เดี๋ยวมันจะเสียสมดุลแล้วจะไม่ได้ผล และอย่าฝืนตัวเอง ลิมิตเราแค่ไหนแค่นั้น แต่ต้องไม่ใช้เพราะความขี้เกียจ
 
อ่านหนังสือตอนเช้าได้ยิ่งดี เพราะสมองมันจะโล่งมาก ประมาณตีสี่ตีห้าก็ลุกขึ้นมาอ่านได้แล้วล่ะ (แต่อันนี้ต้องสำหรับคนที่เข้านอนไม่เกินเที่ยวคืน ไม่อย่างนั้นน็อคแน่ๆ) อีกเวลาก็ประมาณสองทุ่มเป็นต้นไปแต่ไม่ควรเกินห้าทุ่ม หลังจากนั้นสมองมันจะไม่ค่อยรับแล้วล่ะ แต่ก็อีกนั้นแหละบางคนชอบอ่านช่วงดึกๆ ถ้าไม่กระทบต่อการนอนก็พอได้
 
tipเล็กๆน้อยๆ ไม่ควรอ่านหนังสือติดต่อกันนานๆ ให้อ่านไปสัก 50 นาที แล้วพัก 10 นาที ทำแบบนี้ทุกๆชั่วโมง จะได้ไม่เหนื่อยเกินไป
 
 
หนังสือที่อ่าน
จัดลำดับความสำคัญของแต่ละวิชา ความถนัด ความยากง่าย ความเร่งด่วน บางคนเลือกจากวิชาที่ชอบก่อน เพราะจะเกิดกำลังใจในการอ่านเนื่องจากสามารถอ่านจบได้ไว้ และเก็บรายละเอียดได้เยอะ บางคนก็เลือกวิชายากก่อนเพื่อสร้างความกดดันเพราะถ้าไม่รีบอ่านไม่รีบทำความเข้าใจ จะไม่มีเวลาพอสำหรับวิชาอื่นๆ แต่เหนืออื่นใดก็ต้องดูวันสอบด้วย บางคนวางแผนไว้อย่างดีแต่ดันลืมดูวันสอบ.... อาเมนเลยทีเดียว
 
อีกประการ วิชาหนึ่งไม่ได้มีหนังสือที่ต้องอ่านเพียงเล่มเดียว และความหนามันก็ไม่เท่ากัน อย่าลืมวางแผนตรงนี้ด้วย
 
 
เริ่มจากตรงไหน
เริ่มจากคำนำสารบัญกันก่อนเลย อย่ามองข้ามสิ่งเหล่านี้!! เพราะอาจารย์บางท่านเอาตรงคำนำนี้แหละไปออกข้อสอบ (จขบ.เจอมาแล้ว สุดยอดมากกก) สารบัญจะช่วยเราคำนวนเวลาที่ต้องใช้ให้กับเนื้อหาในบทนั้นๆ อย่าอ่านลุยไปเรื่อยๆตามหน้ากระดาษเพราะหนังสือบางเล่มเนื้อหาที่เชื่อมโยงกันดันแยกไปคนละฝากของหนังสือ ไม่เกิดความปะติดปะต่อทางความคิด ดังนั้นควรจัดหมวดหมู่เนื้อหา ส่วนไหนบทไหนเชื่องโยงกันได้ก็อ่านบทเหล่านั้นต่อกันไปเลย
 
ตัวเนื้อหาก็มีทั้งเนื้อและน้ำ แยกแยะให้ออกแล้วเน้นส่วนเนื้อ สำหรับน้ำให้อ่านผ่า่นๆ ย้ำว่าอ่านผ่านๆ ไม่ใช่ ไม่อ่าน เพราะบางครั้งข้อสอบในส่วนนี้ก็มีเหมือนกัน
 
อย่ามองข้ามฟุตโน้ต สาระบางอย่างของส่วนนี้อาจสำคัญมากกว่าเจ้าตัวใหญ่ทั้งหน้าด้วยซ้ำ และเป็นอีกส่วนที่ออกข้อสอบได้
 
 
สีสีนช่วยได้
กระดาษขาวๆจะดูน่าสนใจขึ้นเมื่อมันมีอะไรมาแต่งแต้ม ถึงมันอาจจะดูเละเทะไปบ้าง แต่มันช่วยเน้นส่วยสำคัญและง่ายต่อการอ่านทบทวนอย่างมาก ประหยัดเวลาได้ส่วนหนึ่ง
 
 
เก็บรายละเอียด
การอ่านที่ดีไม่ใช่สักแต่อ่านให้จบ ควรมีการจดบันทึกสรุปเนื้อหาตามความเข้าใจของตัวเอง เพราะไม่มีใครอ่านจบแล้วจะจำอะไรได้หมด 100% ดังนั้นเราก็ควรจะมีตัวจดจำบ้าง อ่านจบบทหนึ่งก็หยิบจับกระดาษปากกามาทำย่อสรุป มันช่วยให้รู้ถึงข้อบกพร่องของตัวเอง ส่วนไหนเข้าใจแล้ว ส่วนไหนยังสันสบอยู่ จะได้แก้ไขทันก่อนลงสนาม
 
แผนภูมิ / แผนภาพ เป็นตัวช่วยที่ดีในการเก็บเนื้อหา ยิ่งเดี๋ยวนี้มีโปรแกรมให้โหลดมาใช้อย่าง MindManager สะดวกกว่าเดิมไม่ต้องมานั่งเขียนเอาเอง แต่ถ้าใครถนัดเขียนเองก็ได้  (จขบ.ใช้การเขียนเองเพราะลองโปรแกรมแล้วมันไม่เวิร์คสำหรับตัวเองเลย แต่บางคนก็สนุกกับมันมากๆเลยล่ะ)
 
 
 
ไม่มีอะไรได้มาง่าย และเมื่อได้มันมาจะเป็นอะไรที่น่าปลาบปลื้มมาก
ทุกคนเริ่มต้นจุดเดียวกัน แต่ใครจะหยุดตัวเองลงตรงไหน มันก็ขึ้นกับพวกเขาเอง
เริ่มต้นสิ่งที่ดีตั้งแต่วันนี้ มันไม่สายเกินไปหรอกคะ
 

..ไม่มีอะไรสายเกินไป.... เว้นแต่คุณไม่คิดจะทำมันตั้งแต่แรก..

 
 

Comment

Comment:

Tweet

โอ้วว... สาระเต็มที่ แบบนี้ให้ดาวไปเลยค่า XDHot!

#1 By ♪ ๐PoupeE๐ ♪ on 2011-09-05 17:39